โครงการพัฒนาชุมชนคาร์บอนต่ำผ่านการจัดการผลิตปุ๋ยอินทรีย์อัจฉริยะจากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรและอุตสาหกรรม
มหาวิทยาลัยมหาสารคามโดยความร่วมมือคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ และคณะวิทยาศาสตร์ โดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อภิพงษ์ พุฒคำ ดำเนินโครงการพัฒนาชุมชนคาร์บอนต่ำผ่านการจัดการผลิตปุ๋ยอินทรีย์อัจฉริยะจากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรและอุตสาหกรรม มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1)เพื่อปรับปรุงการผลิตปุ๋ยอินทรีย์จากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรและอุตสาหกรรมให้เป็นโรงปุ๋ยอัจฉริยะ 2)ประเมินผลการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการเปลี่ยนรูปแบบการจัดการขยะและใช้เป็นพื้นที่เรียนรู้สำหรับชุมชนอื่น ๆ
ทั้งนี้มีการดำเนินกิจกรรมโครงการดังนี้
– การอบรมการใช้เครื่องจักรช่วยลดแรงงานและแอปพลิเคชันบริหารจัดการโรงหมักปุ๋ย
– การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการในโรงเรียนและวัด เพื่อพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้และจัดเก็บวัตถุดิบ
– การติดตั้งระบบ IoT ควบคุมการให้น้ำ และระบบพลังงานแสงอาทิตย์ในโรงปุ๋ย
– การถ่ายทอดความรู้ด้านการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในระบบการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ
ผลการดำเนินงานโครงการ ทำให้เกิดผลผลิต ดังนี้ ผลิตปุ๋ยได้ 8,000 กิโลกรัม ลดระยะเวลาการผลิตเหลือ 1 วัน มีระบบ IoT และใช้ hand lift ทุ่นแรง มีระบบไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ใช้ ได้ใบรับรองการลดก๊าซเรือนกระจก เป็นแหล่งเรียนรู้ของบุคคลทั่วไปและวิสาหกิจอื่น ๆ ส่วนผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นได้แก่ ชุมชนมีความรู้ในระบบ LEAN มีทักษะในการผลิตโดยใช้เครื่องจักรและระบบ IoT ชุมชนมีความเข้าใจในการสร้างตลาดแบบเกื้อกูลกันทั้งใน-นอกกลุ่มวิสาหกิจ เกิดห่วงโซ่คุณค่าไปยังกลุ่ม ปลูกผักและข้าวอินทรีย์ ส่วนผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ได้แก่ ลดปัญหาการเผาวัสดุการเกษตร สามารถลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการผลิตปุ๋ยและการใช้พลังงานหมุนเวียนในโรงผลิตปุ๋ยยังช่วยได้เท่ากับ 670 kgCO2eq นอกจากนี้ยังช่วยลดปริมาณการระบาย สารมลพิษทางอากาศ ได้ ดังนี้ คาร์บอนมอนอกไซด์ 18 kg ฝุ่นรวม 4,273 g ฝุ่นขนาดไม่เกิน 2.5 ไม่ครอน 2,754 เป็นต้น ทำให้ประชาชนมีความเข้าใจความสำคัญของการมีส่วนร่วมในการนำวัสดุเหลือทิ้งจากการเกษตรมาใช้ทำปุ๋ย ทำให้เกิดแรงขับจากภายในชุมชนขึ้น อย่างไรก็ตามแรงขับภายในชุมชนยังไม่เพียงพอจะทำให้เกิดการดำเนินงานการผลิตปุ๋ยได้ ทางผู้ดำเนินงาน ได้ทำหน้าที่ในการถ่ายทอดความรู้ ด้านเทคโนโลยีการหมักปุ๋ยแบบถุง เทคโนโลยีการขึ้นเม็ดปุ๋ย ทำให้กระบวนการผลิตปุ๋ยใช้เวลาน้อยลงและได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นถึงสามเท่าเมื่อเทียบกับการผลิตแบบเดิม ทำให้เกิดการสนับสนุนทั้งในรูปตัวเงินและวัสดุ การนำหน่วยงานภายนอกเข้ามา ทำให้เกิดแรงขับในการดำเนินงานมากขึ้น ทำให้ชุมชนสามารถ สามารถดำเนินการผลิต หาตลาดและขายปุ๋ยเองได้ ดังนั้น การสร้างแรงขับภายในและดึงภาคีเครื่องข่ายเพื่อสร้างแรงขับภายนอกอีกทาง เป็นตัวเร่งให้กลุ่มคนในชุมชนก้าวเดินได้เร็วขึ้น ดังนั้นต้องอาศัยทั้งแรงขับจากภายในชุมชนและสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอก เพื่อให้เกิดแรงเสริมในการขับเคลื่อนกลไกให้พัฒนาได้อย่างต่อเนื่องต่อไป

